เจาะลึกประกันสังคม ม.33 ปี 2569 | คู่มือเตรียมตัว SME ครบจบ
สวัสดีค่ะ ในฐานะที่ดิฉันคลุกคลีอยู่กับตัวเลขและกฎหมายภาษีมากว่า 20 ปี ดิฉันขอบอกตรงๆ แบบ “No-BS” เลยว่า การเปลี่ยนแปลงของ “ประกันสังคม ม.33” ที่จะเริ่มใช้ในปี 2569 นี้ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่าย HR เพียงอย่างเดียว แต่นี่คือเรื่องของ “ต้นทุนธุรกิจ (Cost Structure)” และ “กลยุทธ์การบริหารคน (Talent Retention)” ที่ CEO และเจ้าของกิจการต้องลงมาดูด้วยตัวเองค่ะ
วันนี้ดิฉันจะสรุปและเจาะลึกข้อมูลแบบ Inside เพื่อให้เจ้าของธุรกิจ SME, ผู้บริหารคลินิก และ Tech Startups ในไทย ได้เตรียมตัววางแผนกระแสเงินสด (Cash Flow) และระบบบัญชีเงินเดือน (Payroll) ได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที ก่อนที่กฎหมายจะบังคับใช้จริงค่ะ
ประกันสังคม ม.33 คืออะไร? (มุมมองนักบัญชี)
มาตรา 33 (ม.33) ในทางกฎหมายคือ กองทุนบังคับสำหรับพนักงานบริษัทเอกชน (อายุ 15-60 ปี) แต่ในมุมมองของ “นักบัญชี” และ “เจ้าของกิจการ” มันคือ ระบบไตรภาคี ที่ประกอบด้วยเงิน 3 ส่วน:
- ลูกจ้าง: ถูกหัก 5% ของเงินเดือน
- นายจ้าง: สมทบ 5% (นี่คือ Cost ของบริษัท)
- รัฐบาล: สมทบส่วนหนึ่ง
Point สำคัญสำหรับนายจ้างที่หลายคนพลาด: เงินสมทบส่วนที่นายจ้างจ่าย (Employer Contribution) ถือเป็น ค่าใช้จ่ายทางภาษีของบริษัท สามารถนำมาบันทึกบัญชีเพื่อหักลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ 100% ค่ะ ดังนั้น ยิ่งจ่ายถูกต้อง ยิ่งประหยัดภาษีบริษัทค่ะ อ้างอิงจาก กรมสรรพากร

Timeline การเปลี่ยนแปลง: Roadmap ปี 2569-2575 ที่ SME ต้องจับตา
สำนักงานประกันสังคมได้ประกาศปรับเพดานค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงใหม่ โดยใช้ระบบ “ปรับขึ้นแบบขั้นบันได” เพื่อลดแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ (Economic Shock) ต่อผู้ประกอบการ โดยจะกระทบเฉพาะกลุ่มพนักงานที่มีฐานเงินเดือนเกิน 15,000 บาทขึ้นไป ตาม Roadmap ดังนี้ค่ะ:
ตารางสรุปภาระการจ่ายเงินสมทบ (สำหรับฐานเงินเดือนสูงสุด)
| ระยะเวลา (ปี พ.ศ.) | เพดานค่าจ้างสูงสุด (บาท) | เงินสมทบที่ต้องหัก (5%) | ส่วนต่างที่เพิ่มจากเดิม (บาท) |
| ปัจจุบัน – 2568 | 15,000 | 750 บาท | – |
| ระยะที่ 1: 2569 – 2571 | 17,500 | 875 บาท | +125 บาท |
| ระยะที่ 2: 2572 – 2574 | 20,000 | 1,000 บาท | +250 บาท |
| ระยะที่ 3: 2575 เป็นต้นไป | 23,000 | 1,150 บาท | +400 บาท |
ข้อมูลอ้างอิง: ราชกิจจานุเบกษา และ Roadmap กระทรวงแรงงาน Humansoft
วิเคราะห์ผลกระทบต่อ Cash Flow:
- ระยะสั้น (ปี 69): หากคุณมีพนักงาน 10 คน (ที่เงินเดือนเกิน 17.5k) ต้นทุนบริษัทจะเพิ่มขึ้น 1,250 บาท/เดือน หรือ 15,000 บาท/ปี
- ระยะยาว (ปี 75): ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น 4,000 บาท/เดือน หรือ 48,000 บาท/ปี

การคำนวณเงินสมทบใหม่: ตัวอย่างจริงจากธุรกิจไทย (Simulation)
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ดิฉันขอยกตัวอย่าง Case Study ที่เกิดขึ้นจริงกับลูกค้า SME ในภูเก็ตของเราค่ะ
Scenario: Phuket Tech Solutions
คุณสมชาย เจ้าของบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ มีพนักงานระดับ Senior Developer เงินเดือน 45,000 บาท จำนวน 5 คน
ปัญหา (Pain Point): คุณสมชายกังวลว่าปี 2569 ต้นทุนจะบานปลาย และพนักงานจะบ่นว่า “เงินเดือนเหลือน้อยลง” เพราะถูกหักประกันสังคมเพิ่ม
การวิเคราะห์ต้นทุน (Cost Impact Analysis):
- แบบเดิม (ปี 2568): บริษัทจ่ายสมทบ 750 x 5 คน = 3,750 บาท/เดือน
- แบบใหม่ (ปี 2569): บริษัทจ่ายสมทบ 875 x 5 คน = 4,375 บาท/เดือน
- ผลลัพธ์: ต้นทุนเพิ่มขึ้นเพียง 625 บาท/เดือน (เฉลี่ยคนละ 125 บาท)
Siri Audit Strategy (คำแนะนำเชิงกลยุทธ์): ดิฉันแนะนำคุณสมชายว่า “อย่าขึ้นเงินเดือนชดเชย” แต่ให้ใช้ Internal Communication แทน โดยชี้แจงพนักงานว่า:
“บริษัทร่วมลงทุนจ่ายสมทบเพิ่มให้พวกคุณอีก 50% (625 บาท/เดือน) เพื่อให้วงเงินค่ารักษาพยาบาลและบำนาญหลังเกษียณของคุณสูงขึ้น”
เปลี่ยนมุมมองจากการ “ถูกหัก” เป็นการ “ลงทุนเพื่ออนาคต” ค่ะ

จ่ายแพงขึ้น แล้วได้อะไร? ความคุ้มค่าที่ซ่อนอยู่ (Employee Retention)
การจ่ายเพิ่มขึ้นไม่ใช่การเสียเปล่าค่ะ ข้อมูลจาก SSO Survey 2025 ระบุว่าสวัสดิการที่ดีขึ้นช่วยเพิ่ม Employee Retention ได้ถึง 15% โดยเฉพาะสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (+16.7%) ดังนี้:
เปรียบเทียบสิทธิประโยชน์ (เพดานใหม่ 17,500 บาท)
- กรณีเจ็บป่วยและว่างงาน: เงินทดแทนขาดรายได้เพิ่มจาก 7,500 บาท เป็น 8,750 บาท/เดือน (วันละ 291 บาท) ช่วยแบ่งเบาภาระบริษัท หากพนักงานป่วยยาว บริษัทไม่ต้องแบกรับค่าจ้างเต็มจำนวนในส่วนที่ประกันสังคมจ่ายแทน
- เงินสงเคราะห์บุตร: เพิ่มเป็น 933 บาท/เดือน (จาก 800 บาท) Kasikornbank Research
- กรณีชราภาพ (บำนาญ) – ไฮไลท์สำคัญ! นี่คือส่วนที่คุ้มค่าที่สุด สูตรคำนวณบำนาญคิดจากฐานเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย
- ส่งครบ 15 ปี: รับบำนาญเพิ่มเป็น 3,500 บาท/เดือน
- ส่งครบ 25 ปี: รับบำนาญเพิ่มเป็น 6,125 บาท/เดือน (เพิ่มขึ้นเกือบ 1,000 บาทต่อเดือนตลอดชีวิต!) Krungsri
เปรียบเทียบชัดๆ: ม.33 vs ม.39 vs ม.40 (อย่าหลงกล!)
หลายคนเข้าใจผิด ลาออกจากงานแล้วรีบสมัคร ม.39 หรือ ม.40 ทันที โดยไม่ดูฐานเงินเดือน ในฐานะ CPA ดิฉันขอเตือนค่ะ:
- มาตรา 33 (ลูกจ้าง): คุ้มที่สุดสำหรับคนเงินเดือนเกิน 15,000 บาท ได้สิทธิครบ 7 กรณี + บำนาญฐานสูง
- มาตรา 39 (ภาคสมัครใจ): ระวัง! ฐานเงินเดือนจะถูกล็อคที่ 4,800 บาท ทันที หากส่งไปนานๆ จะไปฉุด “ค่าเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย” ทำให้บำนาญลดฮวบเหลือเดือนละพันกว่าบาท Policy Watch ThaiPBS
- มาตรา 40 (อาชีพอิสระ): จ่ายน้อย ได้น้อย ไม่คุ้มครองเรื่องค่ารักษาพยาบาล (ต้องใช้บัตรทอง)
สรุป: หากท่านเป็นเจ้าของกิจการ ควรผลักดันให้พนักงาน Part-time หรือสัญญาจ้าง เข้าสู่ระบบ ม.33 เพื่อสิทธิประโยชน์สูงสุดของพวกเขาและลดความเสี่ยงทางกฎหมายแรงงานของท่านค่ะ
5 ขั้นตอนเตรียมความพร้อม: Action Plan สำหรับเจ้าของธุรกิจ
เพื่อให้ท่านไม่พลาดและไม่ต้องมานั่งแก้ปัญหาทีหลัง นี่คือ Checklist จาก Siri Audit Group ค่ะ:
- Audit ฐานเงินเดือนพนักงาน: ให้ฝ่ายบัญชีทำสรุปว่ามีพนักงานกี่คนที่เงินเดือนเกิน 15,000, 17,500 และ 20,000 บาท
- อัปเดตระบบ Payroll: ตรวจสอบ Software บัญชีที่ท่านใช้ (เช่น FlowAccount, Humansoft) ว่ารองรับการคำนวณแบบขั้นบันไดปี 2569 หรือยัง
- วางแผน Budget 3 ปี: คำนวณต้นทุนล่วงหน้า เพื่อเตรียม Cash Flow ให้พร้อม
- สื่อสารกับพนักงาน: แจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน อธิบายข้อดีของสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น
- ตรวจสอบ PDPA Compliance: ข้อมูลเงินเดือนและการนำส่งประกันสังคม ถือเป็น “ข้อมูลส่วนบุคคล” ต้องมีการจัดการที่รัดกุมตามกฎหมาย PDPA ห้ามรั่วไหลเด็ดขาด PDPA Law Thailand

บทสรุป: วิกฤตหรือโอกาส อยู่ที่การวางแผน
การปรับขึ้นเพดานประกันสังคม ม.33 ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หากเราเข้าใจและวางแผนล่วงหน้า แม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความมั่นคงในชีวิตของพนักงาน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างยั่งยืนค่ะ
Siri Audit Group พร้อมดูแลคุณ หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจในภูเก็ตที่กังวลเรื่องการคำนวณ Payroll ภาษี หรือต้องการวางระบบบัญชีให้รองรับการเปลี่ยนแปลงในปี 2569 อย่ารอให้ใกล้ถึงเวลาแล้วค่อยแก้ปัญหาค่ะ
👉 ให้เราช่วยวางแผนภาษีและระบบ Payroll ให้คุณวันนี้ เพื่อความสบายใจในวันหน้าค่ะ
Contact Us : 📍 Location: Wichit, Phuket (Near Central Phuket) 📞 Tel: 076-609399 หรือ 092-4241798 🟢 Line OA: @siriaudit ➡️ Click to Add Line 🌐 Website: www.siriaudit.com
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับประกันสังคม ม.33 ปี 2569
Q: Siri Audit Group ให้บริการด้านใดบ้างเกี่ยวกับประกันสังคม?
A: เราให้บริการจดทะเบียนขึ้นทะเบียน นายจ้าง, แจ้งเข้า-ออกพนักงาน, คำนวณ Payroll, นำส่งเงินสมทบรายเดือน และให้คำปรึกษาด้านกฎหมายแรงงานค่ะ
Q: การปรับเพดานเงินสมทบใหม่ เริ่มบังคับใช้เมื่อไหร่?
A: เริ่มระยะที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 โดยปรับเพดานจาก 15,000 บาท เป็น 17,500 บาท
Q: ถ้าพนักงานเงินเดือน 15,000 บาทพอดี ต้องจ่ายเพิ่มไหม?
A: ไม่ต้องจ่ายเพิ่มค่ะ ยังคงจ่าย 750 บาทเท่าเดิม การเปลี่ยนแปลงกระทบเฉพาะผู้ที่มีเงินเดือนเกิน 15,000 บาทขึ้นไป
Q: นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มเท่าไหร่ในปี 2569?
A: สำหรับลูกจ้างที่เงินเดือนเกิน 17,500 บาท นายจ้างต้องจ่ายเพิ่มคนละ 125 บาท/เดือน (จาก 750 เป็น 875 บาท)
Q: เงินสมทบที่นายจ้างจ่ายเพิ่ม นำไปลดหย่อนภาษีได้หรือไม่?
A: ได้ค่ะ สามารถบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทและนำไปคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีนิติบุคคลได้ตามปกติ
Q: พนักงาน Part-time ต้องเข้าประกันสังคม ม.33 หรือไม่?
A: หากมีการจ้างงานที่มีนิติสัมพันธ์เป็นนายจ้าง-ลูกจ้าง และทำงานในสถานประกอบการ นายจ้างมีหน้าที่ต้องขึ้นทะเบียน ม.33 ให้ค่ะ
Q: หากนำส่งเงินสมทบล่าช้า มีค่าปรับเท่าไหร่?
A: มีเงินเพิ่ม (ค่าปรับ) ในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ของเงินสมทบที่ยังไม่นำส่ง หรือนำส่งไม่ครบถ้วน
Q: ระบบ Payroll ของบริษัทต้องปรับปรุงอย่างไร?
A: ต้องตั้งค่าสูตรการคำนวณหัก ณ ที่จ่ายใหม่ ให้รองรับเพดาน 17,500 บาท และเตรียมพร้อมสำหรับระยะต่อไปในปี 2572 และ 2575
Q: สิทธิประโยชน์กรณีว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างไร?
A: เพิ่มเงินชดเชยสูงสุดจากเดือนละ 7,500 บาท เป็น 8,750 บาท (คิดจาก 50% ของฐานค่าจ้างใหม่ 17,500 บาท)
Q: การเปลี่ยนไปใช้ ม.39 จะคุ้มกว่าหรือไม่?
A: ไม่คุ้มสำหรับผู้ที่เงินเดือนสูง เพราะฐานเงินเดือน ม.39 ต่ำกว่า (4,800 บาท) ซึ่งจะทำให้บำนาญชราภาพลดลงอย่างมากในอนาคต